Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

Theppitak's Site

ผลจากการมีเวลาว่างช่วงสงกรานต์โดยไม่มีเน็ตใช้ ทำให้สามารถแกะเพลงแต้จิ๋วได้อีกหนึ่งเพลง คราวนี้กลับมาที่เพลงพื้นบ้านเบา ๆ ว่าด้วยชีวิตรันทดของคนที่ถูกเรียกว่า "ตั่วแปะ" (ลุงใหญ่) ทั้งที่ตัวเองยังโสดอยู่ จนต้องหลบลี้หนีมาสยามทำมาหากิน คนแต้จิ๋วหลายคนรู้จักเพลงนี้ คือ 天頂一隻鵝 [ทีเต้งเจ็กเจี้ยะก๎ง๊อ] บนฟ้ามีห่านหนึ่งตัว เป็นเพลงที่ดัดแปลงมาจากลำนำพื้นบ้าน โดยเติมสีใส่ไข่เพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งท่อน มีการหยิบพัดมาบังหน้าแล้วต่อว่าพ่อแม่ด้วย

ภาษาที่ใช้เป็นภาษาพูดธรรมดา ฟังไม่ยากเกินไป แต่ปัญหาของภาษาพูด ไม่ว่าจะเป็นแต้จิ๋วหรือจีนถิ่นอื่น ๆ ก็คือหลายคำหาตัวเขียนลำบาก ในคาราโอเกะจึงมักใช้วิธีเลี่ยงไปใช้ตัวเขียนอื่นแล้วอ่านทับคำเอาดื้อ ๆ คลิปนี้ก็เหมือนกัน จึงได้พยายามค้นคว้าหาตัวเขียนเท่าที่หาได้จากแหล่งอ้างอิงออฟไลน์ที่มี

บนฟ้ามีห่านหนึ่งตัว (天頂一隻鵝)

天顶一只鹅
天頂一隻鵝
ทีเต้งเจ็กเจี้ยะก๎ง๊อ
บนฟ้ามีห่านหนึ่งตัว

阿弟有嬷阿兄无
阿弟有嬤阿兄無
อาตี๋อู่โบ้วอาเฮีย*บ๊อ
น้องชายมีเมียพี่ชายไม่มี
(คำว่า "โบ้ว" ที่แปลว่า "เมีย" นี้ พบตัวเขียนหลายแบบ ในพจนานุกรมแต้จิ๋วที่ใช้อ้างอิงไม่พบคำนี้ แต่พอตรวจสอบกับ gaginang.org พบว่าใช้ตัว 嬤 เหมือนในคาราโอเกะ ซึ่งพจนานุกรมจีนกลางกลับแปลว่า "แม่" แต่ "เหล่าตั๊ง" ใช้ตัว 𡚸 โดย 㜁𡚸 [จาโบ้ว] = ผู้หญิง)

阿弟生仔叫大伯
阿弟生仔叫大伯
อาตี๋แซ*เกี้ยเกี้ย#ตั่วแปะ
น้องชายมีลูกเรียกลุงใหญ่

大伯羞理无奈何
大伯羞理無奈何
ตั่วแปะเสียวลี่บ่อไหน่ฮ้อ
ลุงใหญ่อับอายจนไม่รู้จะทำยังไง
(คำว่า [เสียวลี่] ในคาราโอเกะใช้ว่า 小理 ซึ่งจะออกเสียงเป็น [เสียวลี่] ได้พอดี แต่ความหมายจะเป็นทำนอง "เหตุผลน้อย " หนังสือสำนวนพื้นบ้านแต้จิ๋วใช้ 羞理 ซึ่งตัว 羞 ซึ่งแปลว่า "อับอาย" ปกติอ่านว่า [ซิว] แต่ใน 羞理 อ่านเป็น [เซี่ยว] มีเพลงบางเวอร์ชันใช้คำว่า 害羞 [ไห่ซิว] แปลว่า "อับอาย" ตรงตัว แต่ไม่ใช่ภาษาพูดปกติ บางเวอร์ชันใช้แค่ว่า 听着 [เทีย*เตี๊ยะ#] คือ "ได้ยินเข้า" เท่านั้นเอง)

--

𢭪枝扇仔将面遮
𢭪枝扇仔將面遮
เขียะกีซี้*เกี้ยเจี้ยงหมิ่งเจีย
หยิบพัดอันน้อยมาบังหน้า
(ในคาราโอเกะใช้คำว่า 拿 [น่า] = ถือ แทน 𢭪 [เคียะ] = หยิบ แล้วอ่านทับคำ เข้าใจว่าตัว 𢭪 เป็นอักษรที่ใช้เฉพาะในภาษาถิ่น ไม่มีในจีนกลาง)

一来怨娘二怨爹
一來怨娘二怨爹
อิกไหล่อ้วงเนี้ย#หยี่อ้วงเตีย
มานั่งเคืองแม่หนึ่ง พ่ออีกหนึ่ง

怨我爹娘无主意
怨我爹娘無主意
อ้วงอัวเตียเนี้ย#บ่อจูอี่
เคืองที่พ่อแม่ฉันไม่รู้จักคิด

阿弟怎呢先娶过阿兄
阿弟怎呢先娶過阿兄
อาตี๋จ้อหนี่โซยฉั่วก้วยอาเฮีย*
น้องชายทำไมชิงแต่งงานก่อนพี่ชาย
(怎 ปกติอ่านว่า [จ้า] แต่ในคำว่า 怎呢 จะอ่านว่า [จ่อ] ผันเป็น [จ้อนี้] แปลว่า "ทำไม" เป็นคำภาษาพื้นบ้านแต้จิ๋วที่ใช้บ่อย)

--

拜别爹娘往暹罗
拜别爹娘往暹羅
ไป้เปี๊ยกเตียเนี้ย#อวงเสี่ยมล้อ
กราบลาพ่อแม่มุ่งสู่สยาม
(บางเวอร์ชันว่า 收拾包裹過暹羅 [ซิวสิบเปาล่อก้วยเสี่ยมล้อ] จัดห่อสัมภาระไปสยาม)

走来去暹罗块卖霜糕
走來去暹羅塊賣霜糕
เจาไลคื่อเสี่ยมล้อกอโบ่ยซึงกอ
ลี้ไปสยามขายไอติม
(บางเวอร์ชันว่ามาสยาม 牽豬哥 [คังตือกอ] คือมาเลี้ยงหมูพ่อพันธุ์)

赚有钱银加减寄
賺有錢銀加减寄
ทั่งอู่จี่*งึ้งแกเกียมเกี่ย
ได้เงินสะสมไว้อีกสักหน่อย
(ในคาราโอเกะ ใช้ 多少 [ตอเจี้ย#] แทน 加减 [เกียเกียม/แกเกียม] แล้วอ่านทับคำ แปลเหมือนกันว่า "อีกสักหน่อย")

正好返来去娶个雅老婆
正好返來去娶個雅老婆
เจี๊ย*ฮ่อตึงไลคือฉั่วไก่เงียเหล่าพ้อ
แล้วค่อยกลับไปแต่งเมียสวย ๆ สักคน
(老婆 ปกติอ่านว่า [เหล่าพั้ว] แปลว่า "เมีย" แต่ในที่นี้อ่านเป็น "เหล่าพ้อ" เพื่อให้เสียงสัมผัสในกลอน)

อ้างอิง:

     
  1. ชวน เซียวโชลิต (ประสิทธิ์ ชวลิตธำรง). ปทานุกรมจีน-ไทย 中泰大辭典. -- กรุงเทพฯ: นานมี, 2505. 1700 หน้า.
  2.  
  3. เหล่าตั๊ง. ลูกหลานคนแต้จิ๋ว. -- กรุงเทพฯ: นิวเซนจูรี่ฯ, 2551 (10), 205 หน้า. ISBN 978-974-04-0863-5.
  4.  
  5. สุภาณี ปิยพสุนทรา. สำนวนภาษาพื้นบ้านแต้จิ๋ว. -- กรุงเทพฯ: ทฤษฎี, 2550. 201 หน้า. ISBN 978-974-9796-56-6.

ไปเจอเพลงกลับบ้านนอกภาษาแต้จิ๋วนานแล้ว คราวนี้ได้เวลาลงมือแกะเสียที อารมณ์เพลงคล้าย Take Me Home, Country Roads แบบจีน ๆ ผสมกับอารมณ์คิดถึงบ้านของคนจากบ้านไปทำงานในเมืองหลวง

แกะครั้งนี้ ขอเริ่มใช้สัญลักษณ์บอกเสียงเพิ่มเติม ดังนี้

     
  • ก๎ง แทนเสียง ง แบบไม่นาสิก โดยเอาอย่างมาจาก "ยาขอบ" ที่ใช้เสียง ก กับ ง กล้ำกัน เช่น ในคำว่า 牛 จะถอดเสียงได้เป็น ก๎งู๊
  •  
  • ห๎ว แทนเสียง ห กับ ว กล้ำกัน (ให้แตกต่างจาก ห นำ ว ที่เป็นเสียงอักษรสูง) เช่น คำว่า 怀/懷 [ไฮว่] ซึ่งพอผันเป็นเสียงเอก ถ้าเขียนเป็น ไหว่ เสียง ห จะหายไป จึงเขียนเป็น ไห๎ว่)
  •  
  • * ระบุการออกเสียงนาสิกในภาษาแต้จิ๋ว ซึ่งจะทำให้ความหมายต่างกัน เช่น  我 = อั้ว (ไม่นาสิก) แปลว่า ฉัน, ข้าพเจ้า แต่ 碗 = อั้ว* (เสียงออกจมูก) แปลว่า ชาม
  •  
  • # กำกับเสียงสระเอียแบบที่เป็น "อี-โอ" ควบกัน ไม่ใช่ "อี-อา" เช่น ในคำว่า 恭 ออกเสียงเป็น กี-ยง กล้ำกัน ก็จะเขียนกำกับเสียงเป็น เกียง# เป็นต้น
  •  
  • ยฺ ใช้แทนตัวสะกดแม่เกยแบบมีเสียงกัก ซึ่งเขียนเป็นภาษาไทยได้ยาก เช่น ในคำว่า 月 ที่แปลว่าพระจันทร์หรือเดือน จะถอดเสียงเป็น "ก๎ง๊วยฺ" (บางท่านเขียนเป็น "เงวะ" ก็นับว่าใกล้เคียงมาก แต่กับสระอื่นอาจมีปัญหา เช่น กับคำว่า 节/節 = โจ่ยฺ)

เอาล่ะ เข้าเรื่องเสียที เพลงที่ว่านี้ชื่อว่า 这个时节好回家 [แจไก่สี่โจ่ยฺฮอห่วยแก] หรือ ได้เวลากลับบ้าน (It's Time For Coming Home) เพลงนี้มีสองเวอร์ชัน ดูจากเนื้อหาแล้วเพลงหนึ่งน่าจะมาก่อนอีกเพลง เริ่มจากเวอร์ชันแรกก่อน เป็นแบบอารมณ์ซึ้งหน่อย

(หมายเหตุ: ภาษาที่ใช้ในเพลงค่อนข้างเป็นภาษาหนังสือ หลายคำไม่ใช่ภาษาพูดที่ผมคุ้นเคย ดังนั้น คำแปลจึงอาจคลาดเคลื่อนได้ หากผู้รู้ช่วยชี้แนะก็จะขอบคุณยิ่ง)

It's Time For Coming Home (这个时节好回家)

当列车很匆忙地驶过
當列車很匆忙地駛過
ตึงเหลียกเชียหึ่งชงหมั่งตี่ไซ่ก่วย
ดังหมู่รถที่แล่นผ่านย่านคับคั่ง

通向远方的小站飘着落花
通向遠方的小站飄著落花
ทงเหี่ยงเอียงฮวง*ตีเซียวจั๋มเพียวเตียะ#เหลาะฮวย
ตรงทางสถานีย่อยรถทางไกลมีดอกไม้ปลิวหล่น

这个时节好回家
這個時節好回家
แจไก่สี่โจ่ยฺฮอห่วยแก
ฤดูกาลนี้ควรแก่การกลับบ้าน

买到了车票
買到了車票
โบยเก่าเลี่ยวเชียเผี่ย#
ซื้อได้แล้วตั๋วรถ

车票中刻印着我的寻觅
車票中刻印著我的尋覓
เชียเผี่ย#ตงเค็กอิมเตียะ#อั้วตีฉิ่มฉ่วย
บนตั๋วรถพิมพ์สิ่งที่ฉันค้นหา

(~ สร้อย)
今夜今夜徘徊轨道边
今夜今夜徘徊軌道邊
กิมแม้ กิมแม้ไผ่ฮ้วยคุยเต่าเบียง
คืนนี้ คืนนี้เดินเตร่ริมรางรถไฟ

对钟楼时间
對鐘樓時間
ตุ้ยเจ็งเล้าสี่กัง
เฝ้าดูเวลาบนหอนาฬิกา

向着昔日挥别
向著昔日揮别
เฮี่ยงเตียะ#จ๋ายิกฮุยเปี๊ยก
หันไปพบการลาจากเมื่อวันก่อน

今夜无语
今夜無語
กิมแม้บ่อก๎งื้อ
คืนนี้ไม่มีคำพูดใด ๆ

是因为无人听懂此时
是因為無人聽懂此時
สี่อิงอุ๊ยบ่อหนั่งเทีย*ต้งฉือซี้
ก็เพราะตอนนี้ไม่มีใครคอยฟังหรือเอาใจใส่

这怀念的心情
這懷念的心情
แจไห๎ว่เหนียม(ตี)ซิมเช้ง
ดวงใจถวิลหาดวงนี้

我终年漂流在外
我終年漂流在外
อั้วจงนี้เพียวลิ่วต่อก๎งั่ว
ฉันระหกระเหินทำงานมาทั้งปี (漂流=漂泊[เพียวเป๊าะ])

谁知道将来何方
誰知道將來何方
ซุ้ยไจเต๋าเจียงไล้ห่อฮวง*
ใครจะรู้ว่าวันข้างหน้าจะไปอยู่ทางไหน

我依然相信
我依然相信
อั้วอีเยี้ยงเซียงสิ่ง
ฉันยังคงเชื่อ

对明天不改信心
對明天不改信心
ตุ้ยเหม่งเทียงปุ๊กโกยซิ่งซิม
ถึงพรุ่งนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนใจ

向着家乡归来
向著家鄉歸來
เหี่ยงเตียะ#แกเฮีย#กุยไล้
หันไปพบบ้านเกิดหวนกลับมา

乡亲在心内铭记
鄉親在心内銘記
เฮีย#ชิงต่อซิมไหลเหม่งกี่
ญาติที่บ้านเกิดจารึกจดจำไว้ในใจ

向着家乡归来
向著家鄉歸來
เหี่ยงเตียะ#แกเฮีย#กุยไล้
หันไปพบบ้านเกิดหวนกลับมา

用亲情问路
用親情問路
เอ่งชิงเช้งหมุ่งโหล่ว
ถามทางด้วยใจฉันญาติ

乡音在心内铭记
鄉音在心内銘記
เฮีย#อิมต่อซิมไหลเหม่งกี่
เสียงของบ้านเกิดจารึกจดจำไว้ในใจ

(ดนตรี)

带着那许多年的变化
帶著那許多年的變化
ตั่วเตียะ#นาฮือตอนี้ตีเปี้ยงห่วย
พกพาเอาความผันแปรหลายต่อหลายปี

跟着思归的孤雁
跟著思歸的孤雁
กึงเตียะ#สือกุยตีโกวหงัง
ต่อด้วยคะนึงถึงห่านป่าโดดเดี่ยวที่หวนคืนถิ่น

心也在飞
心也在飛
ซิมเอี่ยต่อปวย
ใจก็พลอยโบยบิน

这个时节好回家
這個時節好回家
แจไก่สี่โจ่ยฺฮอห่วยแก
ฤดูกาลนี้ควรแก่การกลับบ้าน

找到了方向
找到了方向
เตาเก่าเลี่ยวฮวง*เหี่ยง
หาพบแล้วทิศทาง

我而今已拥有安慰
我而今已擁有安慰
อั้วหยื่อกิมอี*เอี่ยง#อู่อัว*อ่วย
ตอนนี้ฉันได้รับการโอบกอดแล้วพร้อมคำปลอบโยน

(สร้อย ~)

家乡依然会为我敞开
家鄉依然會為我敞開
แกเฮีย#อีเยี้ยงห่วยอุ่ยอั๋วเชี่ยงไค
บ้านเกิดยังคงสมาคมกันเพราะฉันเปิดกว้าง

会为我敞开 敞开
會為我敞開 敞開
ห่วยอุ่ยอั๋วเชี่ยงไค เชี่ยงไค
สมาคมกันเพราะฉันเปิดกว้าง เปิดกว้าง

ที่มา:YouKu

เนื้อ:cz44.com

เวอร์ชันที่สอง เป็นแนววัยรุ่น มีการเรียบเรียงเนื้อและทำดนตรีใหม่ให้ดูกระฉับกระเฉงขึ้น เติมอารมณ์ลิงโลด มีการแอบพาดพิงถึงเวอร์ชันแรกเล็กน้อยว่าใครนะมาเดินเตร่ร้องเพลงระลึกความหลัง หรือจะฟังเป็นลูกเล่นการเล่าเรื่องถึงตัวเองก็ได้

It's Time For Coming Home (这个时节好回家)

当列车很匆忙的驶过
當列車很匆忙的駛過
ตึงเหลียกเชียหึ่งชงมั้งตีไซ่ก่วย
ดังหมู่รถที่แล่นผ่านอย่างคับคั่ง

通向远方的小站飘着落花
通向遠方的小站飄著落花
ทงเหี่ยงเอียงฮวง*ตีเซียวจั๋มเพียวเตียะ#เหลาะฮวย
ตรงทางสถานีย่อยรถทางไกลมีดอกไม้ปลิวหล่น

这个时节好回家
這個時節好回家
แจไก่สี่โจ่ยฺฮอห่วยแก
ฤดูกาลนี้ควรแก่การกลับบ้าน

买到了车票
買到了車票
โบยเก่าเลี่ยวเชียเผี่ย#
ซื้อได้แล้วตั๋วรถ

车票中刻印着我的寻觅
車票中刻印著我的尋覓
เชียเผี่ย#ตงเค็กอิมเตียะ#อั้วตีฉิ่มฉ่วย
บนตั๋วรถพิมพ์สิ่งที่ฉันค้นหา

--

带着那许多年的变化
帶著那許多年的變化
ตั่วเตียะ#นาฮือตอนี้ตีเปี้ยงห่วย
พกพาเอาความผันแปรหลายต่อหลายปี

跟着思归的孤雁
跟著思歸的孤雁
กึงเตียะ#สือกุยตีโกวหงัง
ต่อด้วยคะนึงถึงห่านป่าโดดเดี่ยวที่หวนคืนถิ่น

心也在飞
心也在飛
ซิมเอี่ยต่อปวย
ใจก็พลอยโบยบิน

这个时节好回家
這個時節好回家
แจไก่สี่โจ่ยฺฮอห่วยแก
ฤดูกาลนี้ควรแก่การกลับบ้าน

找到了方向
找到了方向
เตาเก่าเลี่ยวฮวง*เหี่ยง
หาพบแล้วทิศทาง

我而今已拥有安慰
我而今已擁有安慰
อั้วหยื่อกิมอี*เอี่ยง#อู่อัว*อ่วย
ตอนนี้ฉันได้รับการโอบกอดแล้วพร้อมคำปลอบโยน

(เปลี่ยนจังหวะ)

(@)
嗨看看
嗨看看
ไฮ โท่ย*โท่ย*
ไฮ้ ดูดู

今夜是谁海岸边
今夜是誰海岸邊
กิมแม้สี่ซุ้ยไฮไหง่เบียง
คืนนี้ใครอยู่ที่ริมฝั่งทะเล

对钟楼时间
對鐘樓時間
ตุ้ยเจ็งเล้าสี่กัง
เฝ้าดูเวลาบนหอนาฬิกา

向着昔日挥别
向著昔日揮别
เฮี่ยงเตียะ#จ๋ายิกฮุยเปี๊ยก
หันไปพบการลาจากเมื่อวันก่อน

听听
聽聽
เทีย*เทีย*
ฟังฟัง

今夜谁徘徊远方
今夜誰徘徊遠方
กิมแม้ซุ้ยไผ่ฮ้วยเอียงฮวง*
คืนนี้ใครเดินเตร่(สถานีรถ)ทางไกล

为乡情重唱起往事
為鄉情重唱起往事
อุ่ยเฮีย#เช้งเต่งเฉียงคีอวงสื่อ
ด้วยอารมณ์คิดถึงบ้านได้ร้องเพลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความหลัง

~
我终年漂流在外
我終年漂流在外
อั้วจงนี้เพียวลิ่วต่อก๎งั่ว
ฉันระหกระเหินทำงานมาทั้งปี

谁知道将来何方
誰知道將來何方
ซุ้ยไจเต๋าเจียงไล้ห่อฮวง*
ใครจะรู้ว่าวันข้างหน้าจะไปอยู่ทางไหน

我依然相信
我依然相信
อั้วอีเยี้ยงเซียงสิ่ง
ฉันยังคงเชื่อ

不改明天信心
不改明天信心
ปุ๊กโกยเหม่งทีซิ่งซิม
ถึงพรุ่งนี้ก็ไม่เปลี่ยนใจ

(ซ้ำ ~)

~~
嗨!向着家乡归来
嗨!向著家鄉歸來
ไฮ้! เหี่ยงเตียะ#แกเฮีย#กุยไล้
ไฮ้! หันไปพบบ้านเกิดหวนกลับมา

(ซ้ำ ~~)

(ซ้ำตั้งแต่ @)

ที่มา:YouTube


หลังจากที่ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับแต้จิ๋วมาพอประมาณ ได้ทราบว่าภาษาแต้จิ๋วเองยังแบ่งเป็นหลายสำเนียง นอกจากสำเนียงซัวเถา (汕頭) ซึ่งถือเป็นสำเนียงมาตรฐานแล้ว ยังมีกลุ่มสำเนียง เตี่ยอัง (潮安) เถ่งไฮ่ (澄海) กลุ่มหนึ่ง สำเนียงเตี่ยเอี๊ย (潮陽) กลุ่มหนึ่ง แล้วก็ยังมี กิ๊กเอี๊ย (揭陽) โผวเล้ง (普寧) ฯลฯ อีกมากมาย ซึ่งพอมีหลักสังเกตได้จากการออกเสียงบางคำ เช่น:

  • การสังเกตสำเนียงเตี่ยอัง-เถ่งไฮ่:
    • กลุ่มคำ 門 (ประตู), 飯 (ข้าว) ซัวเถาจะออกเป็น "มึ้ง", "ปึ่ง" ตามลำดับ ส่วนเตี่ยอัง-เถ่งไฮ่จะออกเป็น "มุ้ง", "ปุ่ง" ตามลำดับ
    • กลุ่มคำ 千 (หนึ่งพัน), 細 (เล็ก), 閒 (ว่าง) ซัวเถาจะออกเป็น "โชย", "โส่ย", "โอ๊ย" ตามลำดับ ส่วนเตี่ยอัง-เถ่งไฮ่จะออกเป็น "เช็ย", "เส่ย", "เอ๊ย" ตามลำดับ
    • กลุ่มคำ 着 (ถูกต้อง, โดน), 藥 (ยา) ซัวเถาและแต้จิ๋วถิ่นอื่นออกเป็น "ติ๊-เอ๊าะ", "อิ๊-เยาะ" กล้ำเสียงสระ ตามลำดับ ส่วนเตี่ยอัง-เถ่งไฮ่จะออกเป็น "เตี๊ยะ" (ติ๊-อ๊ะ), "เอี๊ยะ" (อิ๊-ยะ) ตามลำดับ
  • การสังเกตสำเนียงเตี่ยอัง:
    • กลุ่มคำ 咸 (เค็ม), 甜 (หวาน) สำเนียงแต้จิ๋วทั่วไปจะออกเป็น "เกี๊ยม", "เตี๊ยม" ตามลำดับ แต่สำเนียงเตี่ยอังจะออกเป็น "เกี๊ยง", "เตี๊ยง" ตามลำดับ
  • การสังเกตสำเนียงโผวเล้ง-เตี่ยเอี๊ย:
    • กลุ่มคำ 千 (หนึ่งพัน), 細 (เล็ก), 閒 (ว่าง) ซัวเถาจะออกเป็น "โชย", "โส่ย", "โอ๊ย" ตามลำดับ ส่วนโผวเล้ง-เตี่ยเอี๊ยจะออกเป็น "ไช", "ไส่", "ไอ๊" ตามลำดับ 
  • การสังเกตสำเนียงเตี่ยเอี๊ย:
    • กลุ่มคำ 魚 (ปลา), 豬 (หมู), 去 (ไป) สำเนียงแต้จิ๋วทั่วไปจะออกเป็นสระอือ คือ "ฮื้อ", "ตือ", "ขื่อ" ตามลำดับ แต่สำเนียงเตี่ยเอี๊ยจะออกเป็น "ฮู้", "ตู", "ขู่" ตามลำดับ

จากข้อมูลเหล่านี้ ทำให้จำแนกแยกแยะสำเนียงพูดของครอบครัวผมได้ว่าเป็นสำเนียงเถ่งไฮ่ แต่ก็ทำให้สงสัยต่อไป ว่าแต่ละเมืองที่กล่าวถึงมานี้ อยู่ตรงไหนกันบ้าง และเมืองเถ่งไฮ่ที่เป็นบ้านเกิดของบรรพบุรุษผมอยู่ตรงไหนในแผนที่

สำหรับครอบครัวแม่ผม ไม่ต้องสืบยาก ครอบครัวท่านมีการติดต่อกับญาติที่เมืองจีน ทำให้รู้ว่าบ้านเกิดของตระกูลฝ่ายแม่มาจากเมืองอึ่งกัง (黃岡鎮) อำเภอเหยี่ยวเพ้ง (饒平縣) แล้วมันอยู่ตรงไหนในแผนที่ล่ะ?

ก่อนอื่น ต้องพูดถึงบริเวณที่เรียกว่า เตี่ยซัว (潮汕/Cháoshàn) ที่พูดภาษาแต้จิ๋วกันนั้น ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัดของมณฑลกวางตุ้งของจีน คือ 潮州 [เตี่ยจิว/เฉาโจว], 汕頭 [ซัวเท้า/ช่านโถว], 揭陽 [กิ๊กเอี๊ย/จีหยาง] และ 汕尾 [ซัวบ้วย/ช่านเหว่ย]:

และจังหวัดทั้งสี่ แบ่งเป็นอำเภอต่าง ๆ ดังนี้:

  • เตี่ยจิว (潮州/Cháozhōu):
    • อำเภอเซียงเกี๊ย (湘橋區/Xiāngqiáo Qū)
    • เขตเตี่ยอัง (潮安縣/Cháo'ān Xiàn)
    • เขตเหยี่ยวเพ้ง (饒平縣/Ràopíng Xiàn)
  • ซัวเถา (汕頭/Shàntóu):
    • อำเภอกิมเพ้ง (金平區/Jīnpíng Qū)
    • อำเภอเล่งโอ๊ว (龍湖區/Lónghú Qū)
    • อำเภอเห่ากัง (濠江區/Háojiāng Qū)
    • อำเภอเตี่ยเอี๊ย (潮陽區/Cháoyáng Qū)
    • อำเภอเตี่ยน่ำ (潮南區/Cháonán Qū)
    • อำเภอเถ่งไฮ่ (澄海區/Chénghǎi Qū)
    • เขตน่ำอ้อ (南澳縣/Nán'ào Xiàn)
  • กิ๊กเอี๊ย (揭陽/Jiēyáng):
    • อำเภอเอี่ยงเซี้ย (榕城區/Róngchéng Qū)
    • เมืองโผวเล้ง (普寧市/Pǔníng Shì)
    • เขตกิ๊กตัง (揭東縣/Jiēdōng Xiàn)
    • เขตกิ๊กไซ (揭西縣/Jiēxī Xiàn)
    • เขตหุ่ยไล้ (惠來縣/Huìlái Xiàn)
  • ซัวบ้วย (汕尾/Shànwěi):
    • ตัวเมือง (城區/Chéng Qū)
    • เมืองหลกฮง (陸豐市/Lùfēng Shì)
    • เขตไห่ฮง (海豐縣/Hǎifēng Xiàn)
    • เขตหลกฮ้อ (陸河縣/Lùhé Xiàn)


๏ คืนค่ำควรนิทรา
จะหลับตาลงฉันใด
sync bar เวรตะไล
อาละวาดยันรุ่งเช้า ฯ

๏ ตึงตึงเสียงย่ำกลอง
เสียงกรีดร้องผีค้างคาว
ราตรีเนิ่นนานยาว
ข่มตาหลับมิอาจลง ฯ

๏ รถราเรียงระดะ
เสียงเอะอะรถรับส่ง
คนเมาอาเจียนลง
ส่งกลิ่นคลุ้งเหม็นเขียวคาว ฯ

๏ โหวกเหวกคุยเซ็งแซ่
บ้างล้อแม่ด่าก้าวร้าว
ทุบตีขว้างปาข้าว-
ของกระจายเจ็บระงม ฯ

๏ ควรฤๅเราเรียกขาน
นามสถานอันเหมาะสม
แหล่งบันเทิงเริงรมย์
ฤๅนรกโปรดตรึกตรอง ฯ

๚๛

อุทิศแด่ sync bar เพื่อนบ้านจำยอม เนื่องในโอกาส "ปรับปรุง" ใหม่ จัญไรกว่าเดิม


เหตุเกิดจากไปงานเลี้ยงสมาคมของตระกูล ในงานจะมีผู้ใหญ่มากล่าวอวยพรเป็นภาษาแต้จิ๋ว แต่พอถึงช่วงร้องเพลง ก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งร้องเพลง เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไร มันก็เหมือนกับเพลงตามงานเลี้ยงทั่วไป แต่ผมเกิดอุตริคิดขึ้นมาว่าทำไมจึงไม่มีเพลงภาษาแต้จิ๋วเหมือนช่วงที่กล่าวคำอวยพร แต่กลับเป็นเพลงภาษากวางตุ้งนี้แทน พอกลับมาก็เลยตั้งใจว่าจะลองถอดสำเนียงเพลงนี้ออกเป็นแต้จิ๋วดู พร้อมกับหาความหมายของเพลงไปในตัว

เพลงต้นฉบับเป็นภาษากวางตุ้ง:

       

ชื่อเพลงในภาษาจีนคือ 上海灘 แต้จิ๋วอ่านว่า "เซี่ยง-ไห่-ทัว" แปลว่า "หาดเซี่ยงไฮ้" ในเพลงที่จะถอดต่อไปนี้ จะเริ่มจากตัวเขียนจีน (เป็นตัวเต็มตามที่ใช้ในฮ่องกง), คำอ่านแต้จิ๋ว (จากพจนานุกรม), คำอ่านกวางตุ้ง (ถอดจากเสียงเพลง), คำแปลไทย:

浪奔 浪流
หลัง-พุง หลัง-ลิ้ว
หลอง-ปัน หลอง-เหล่า
คลื่นซัด คลื่นไหล

萬里滔滔江水永不休
บ่วง-ลี่-เทา-เทา-กัง-จุ้ย-เอียง-ปุก-ฮิว*
หม่าน-เหลย-โทว-โท้ว-กง-สุย-หวิ่ง-ปั๊ด-เย่า
หมื่นลี้รี่ไหล น้ำในแม่น้ำไม่เคยหยุดพัก

淘盡了世間事
เถ่า-จิ๋ง-เลี่ยว ซี่-กัง-สื่อ
โถ่ว-จน-ลิ่ว ไซ-กาน-สี่
ล้างหมดสิ้น เรื่องในโลก

混作滔滔一片潮流
หุ่ง-จัก-เทา-เทา-เจ็ก-เผี่ยง-เตี่ย-ลิ้ว
หวั่น-จอก-โทว-โท้ว-ยัด-พิน-ฉิว-เหล่า
รวมเป็นผืนน้ำใหญ่ผืนเดียว

是喜 是愁
สี่-ฮี่ สี่-โช้ว
สี่-เห สี่-เซา
คือสุข คือเศร้า

浪裡分不清歡笑悲憂
หลัง-ลี่-ฮุง-ปุ้ก-เช็ง-ฮัว*-เฉี่ย-ปุย-อิว
หล่อง-เหลย-ฟัน-ปั๊ด-ชิง-ฟุน-สิ่ว-เป๊-เย่า
คลื่นในใจไม่สงบ ทั้งหัวเราะปนร้องไห้

成功 失敗
เส่ง-กง ซิก-ไป่
เส่ง-กง ซ้าด-ไป่
สำเร็จ ล้มเหลว

浪裡看不出有未有
หลัง-ลี่-โทย*-ปุ้ก-ฉุก-อู๋-บ่วย-อู๋
หล่อง-เหลย-ฮอน-ปั๊ด-เฉิด-เหยา-เม่-เหยา
คลื่นในใจดูไม่ออกว่ามีหรือไม่

愛你 恨你 問君知否
ไอ้-ลื่อ หึง-ลื่อ หมึ่ง-กุง-ไจ-โฮ่ว*
หฺงอย-เหฺน ฮัน-เหฺน มาน-กวาน-จี-เฝา
รักหรือเกลียดเธอ ถามฟ้ารู้ไหม

似大江一發不收
สือ-ไต้-กัง-เจ็ก-ฮวก-ปุ้ก-ซิว
ชี-ไต่-กง-ยัด-ฝาด-ป๊าด-เซา
เหมือนแม่น้ำใหญ่ไหลไปไม่หวน

轉千彎 轉千灘
จ๋วง-โชย-อวง จ๋วง-โชย-ทัว*
จืน-ชีน-วาน จืน-ชีน-ทาน
เลี้ยวไปพันโค้ง เลี้ยวไปพันแก่ง

亦未平復此中爭鬥
เอี่ย-บ่วย-เพ้ง-ฮก-ชื่อ-ตง-แจ*-โต่ว
เย็ก-เม่-เพ้ง-ฝก-ชี่-จง-จำ-เตา
ก็ไม่สงบ กลับมาต่อสู้กันอีก

又有喜 又有愁
อิ่ว-อู่-ฮี่ อิ่ว-อู่-โช้ว
เหย่า-เหฺยา-เห เหย่า-เหฺยา-เซา
ยังมีสุข ยังมีเศร้า

就算分不清歡笑悲憂
จิ่ว-ซึง-ฮุง-ปุ้ก-เช็ง-ฮัว*-เฉี่ย-ปุย-อิว
เจ่า-ซึน-ฟัน-ป๊าด-ชิง-ฟุน-สิ่ว-เป๊-เย่า
จึงยังครุ่นคิดไม่สงบ ทั้งหัวเราะปนร้องไห้

仍願翻 百千浪
เหย่ง-หงวง-ฮวง แปะ-โชย-ลิ้ว
เหย่ง-ยืน-ฟาง ป๊าด-ชีน-หล่อง
ยังยอมพลิกผัน คลื่นร้อยพัน

在我心中起伏夠
ต่อ-อัว-ซิม-ตง-คี่-หก-โก่ว
จ่อย-หงอ-ซำ-จง-เห-ฟก-เกา
ในใจฉันผกผันมามากพอแล้ว

ที่มา MV: YouTube, todou, youku

ที่มาเนื้อเพลง: lt263.com


แม่จ๋าช่วยหนูด้วย หนูกินกล้วยอยู่บนหลังคา ตกลงมา ทายาหม่อง ยี่สิบกล่อง ก็ไม่หาย ไปหาปู่ ปู่กินเหล้า ไปหายาย ยายตำหมาก กระเด็นใส่ปาก อร่อยจริงเอย

เพลงของเด็ก ร้องกันสนุก ๆ ไม่เอาความ ใช้คำง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ถ้าเป็นเพลงภาษาอื่น บางทีก็ใช้หัดภาษานั้น ๆ ได้เหมือนกัน

ไปเจอเพลง ทีเต้งเจ็กเหลียบแช (天頂一粒星 – บนฟ้ามีดาวหนึ่งดวง) ของคนแต้จิ๋วเข้า อารมณ์คล้าย ๆ กัน

               
ตัวเขียนย่อตัวเขียนเต็ม
天顶一粒星
地下开书斋
书斋门未曾开
阿奴哭欲食油堆
油堆未曾熟
阿奴哭欲食猪肉
猪肉未曾割
阿奴哭欲食番葛
番葛未曾柳
阿奴哭欲食阿老爹二杯酒
酒未激
欲食粟
粟未矮
欲食鸡
鸡未抬
欲食梨
梨未摘
阿奴哭了白白歇
白白歇。
天頂一粒星
地下開書齋
書齋門未曾開
阿奴哭欲食油堆
油堆未曾熟
阿奴哭欲食豬肉
豬肉未曾割
阿奴哭欲食番葛
番葛未曾柳
阿奴哭欲食阿老爹二杯酒
酒未激
欲食粟
粟未矮
欲食雞
雞未抬
欲食梨
梨未摘
阿奴哭了白白歇
白白歇。
คำอ่านแต้จิ๋วคำแปล
ทีเต้งเจ็กเหลียบแช
ตี่แอ๋คุยจือแจ
จือแจมุ้งบ่วยเจ่งคุย
อาโน้วเคาไอ้เจียะอิ่วตุย (1)
อิ่วตุยบ่วยเจ็งเซ็ก
อาโน้วเคาไอ้เจียะตือเน็ก
ตือเน็กบ่วยเจ่งกัวะ
อาโน้วเคาไอ้เจียะฮวงกัวะ
ฮวงกัวะบ่วยเจ็งลิ่ว
อาโน้วเคาไอ้เจียะอาเหล่าเตียหน่อปวยจิ้ว
จิ้วบ่วยเก็ก
ไอ้เจียะเฉ็ก
เฉ็กบ่วยเอย
ไอ้เจียะเกย
เกยบ่วยไท้
ไอ้เจียะไล้
ไล้บ่วยเตียะ
อาโน้วเค่าเลี่ยวแปะแปะเหียะ
แปะแปะเหียะ
บนฟ้ามีดาวหนึ่งดวง
พื้นดินข้างล่างเปิดโรงเรียน
ประตูโรงเรียนยังไม่เปิด
เด็กน้อยร้องอยากกินขนมไข่หงส์
ขนมไข่หงส์ยังไม่สุก
เด็กน้อยร้องอยากกินเนื้อหมู
เนื้อหมูยังไม่แล่
เด็กน้อยร้องอยากกินมันเทศ
มันเทศยังไม่ได้ที่ (2)
เด็กน้อยร้องอยากกินเหล้าสองจอกของท่านปู่
เหล้ายังไม่อุ่น (3)
อยากกินข้าวฟ่าง
ข้าวฟ่างยังไม่สี
อยากกินไก่
ไก่ยังไม่หาม
อยากกินสาลี่
สาลี่ยังไม่ปลิด
เด็กน้อยร้องไห้ไปร้อยร้อยจบ (4)
ร้อยร้อยจบ

(1) 堆 อ่านตามตัวอักษรว่า “ตุง” แปลว่า กอง แต่ในเพลงร้องว่า “ตุย” อาจจะเพื่อให้สัมผัสกับ “คุย” (開) และศัพท์ 油堆 นี้ เปิดพจนานุกรมไม่พบ แต่คาดว่าจะเป็นชื่อขนมไข่หงส์ ตามที่ได้ ค้น Google มา โดยมี เว็บที่ให้ข้อมูลใกล้เคียง (อีกเว็บหนึ่ง) หากไม่ถูกต้อง ผู้รู้กรุณาชี้แนะด้วย

(2) อ่านว่า "ลิ่ว" แปลว่า ต้นหางกระรอก หรือต้นหลิว และอีกความหมายหนึ่งคือ pleasure ในที่นี้พยายามแปลให้เข้ากับเนื้อความว่า “ได้ที่” ซึ่งอาจจะผิด ผู้รู้โปรดชี้แนะ

(3) อ่านว่า "เก็ก" แปลว่า กระเทือน, ยั่วยุ, แน่น, ดุเดือด ถ้าเป็น 激心 ก็คือ "เก็กซิม" ที่แปลว่ากลุ้มใจนั่นเอง ถ้า 激酒 (เก็กจิ้ว) ก็คือยั่วยุให้กินเหล้า ในที่นี้ ก็พยายามแปล 酒未激 ให้เข้าความเช่นกัน ว่า เหล้ายังไม่อุ่น ซึ่งอาจผิดก็ได้

(4) เนื้อเพลงที่พบในอินเทอร์เน็ตทั้งหมดใช้ว่า 白白歇 โดย 白 อ่านว่า “แปะ” แปลว่า ขาว หรือ ว่างเปล่า ซึ่งเป็นคนละตัวกับ “แปะ” อีกตัว (百) ที่แปลว่า “ร้อย” ส่วนคำว่า “เหียะ” (歇) แปลว่า หยุด หรือ ครั้ง ถ้าพูดว่า “แปะเหียะ” จึงนึกถึงความหมายว่า “ร้อยครั้ง” โดยธรรมชาติ แต่ทำไมเขาถึงเขียนด้วยตัว “ขาว” กันหมดก็ยังฉงนอยู่ หรือคำว่า “ขาว” อาจจะมีความหมายพิเศษในบริบทนี้ก็ไม่ทราบได้

ที่มา MV: YouTube


เคยเขียนไว้เมื่อตอนที่ blog เกี่ยวกับเพลงระบำมยุราภิรมย์ ว่ามีเพลงบรรเลงช่วงที่บรรยายถึงพระมหากษัตริย์เพลงหนึ่ง ฟังแล้วสง่างามมาก เป็นเพลงที่เคยใช้ประกอบละครโทรทัศน์เรื่อง “ลูกทาส” เคยใช้ในเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ฉบับ modernnine เป็นทำนองเพลงธรรมศาสตร์เพลงหนึ่งด้วย แต่ไม่รู้ว่ามาจากเพลงไทยเดิมชื่ออะไร

ตอนนี้ทราบแล้วครับ จากข่าว 'ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์' ทรง 'กู่เจิง' ในงาน “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” ครั้งที่ 4 เพลงที่ 2 ที่ทรงบรรเลง ชื่อ “เพลงเผ่าไทย” นั่นเอง โดยในข่าวให้ข้อมูลว่ามาจากเพลงไทยเดิมชื่อ “ขับไม้บัณเฑาะว์”

ค้นไปค้นมา พบ กระทู้ thaikids.com มีผู้ให้ข้อมูลเยอะมาก สืบค้นเพิ่มเติมต่อไปก็ได้ความดังนี้

เพลงขับไม้บัณเฑาะว์นี้ เป็นทำนองเพลงเก่าสมัยอยุธยา มีอัตราจังหวะสองชั้น ใช้บรรเลงในวงขับไม้ อยู่ในตับเพลงเรื่องกระแตไต่ไม้ ซึ่งประกอบด้วยเพลงกระแตไต่ไม้ ขับนก และขับไม้บัณเฑาะว์ [tlcthai.com]

หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้แต่งขยายจากเพลงตับกระแตไต่ไม้สองชั้น เป็นสามชั้น กลายเป็นเพลงโหมโรงกระแตไต่ไม้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ [anurakthai.com, websuntaraporn.com]

พระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี) แต่งเป็นเพลงเดี่ยวสำหรับซอสามสาย [tlcthai.com]

ครูมนตรี ตราโมท แต่งขยายจากเพลงขับไม้บัณเฑาะว์สองชั้นเป็นเพลงโหมโรง โดยแต่งเป็นทางกรอให้วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ของกรมศิลปากรนำไปเล่นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ เพลงนี้มีความหมายในเชิงโน้มน้าวจิตใจให้สงบ มีปณิธานแน่วแน่ในการบูชาสิ่งศักดิ์ด้วยความเคารพ [tlcthai.com]

ฟังเพลงโหมโรงขับไม้บัณเฑาะว์ [phrapiyaroj.com]

ฟังเพลงขับไม้บัณเฑาะว์ฉบับมโหรี [phrapiyaroj.com]

ในทางดนตรีสากล ก็มีการประยุกต์ทำนองเพลงนี้ด้วย

พระเจนดุริยางค์ แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” ใน พ.ศ. ๒๔๘๔ โดยมีเพลงเอกของเรื่อง ๕ เพลง คือ:

     
  • เพลงประจำพระเจ้าจักรา (King of the White Elephant) ใช้ทำนองเพลงศรีอโยธยา
  •  
  • เพลงเดินทัพของประเจ้าจักรา (Ayudhya Eternal) ใช้ทำนองเพลงขับไม้บัณเฑาะว์
  •  
  • เพลงดำเนินเรื่อง (His Majesty King Chakra) เป็นเพลงแต่งขึ้นใหม่
  •  
  • เพลงเกียรติยศ (The King is Here) แต่งขึ้นใหม่ ต่อมาครูสมาน กาญจนผลิน นำมาเขียนเป็นเกริ่นเพลง “สดุดีมหาราชา” ซึ่งใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง “เรือนแพ” เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗
  •  
  • เพลงลาวครวญ (A Maiden's of Hope) เป็นเพลงเก่าสืบทอดมาแต่สมัยอยุธยา
  •  
  • เพลงเชิดจีน (March of the Men of the North) เป็นเพลงเก่าที่พระประดิษฐ์ไพเราะได้ประพันธ์ไว้ มี ๔ ท่อนด้วยกัน พระเจนดุริยางค์นำเอาท่อนที่ ๓ มาใช้

และเพลงที่สองนี่เอง ที่เป็นการเรียบเรียงเพลงขับไม้บัณเฑาะว์ด้วยดนตรีสากล [pridiinstitute.com]

ฟังเพลงขับไม้บัณเฑาะว์ ฉบับพระเจนดุริยางค์ [oknation.net]

ฟังเพลงขับไม้บัณเฑาะว์ประยุกต์ บรรเลงโดยวง Bangkok Symphony Orchestra

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเพลงประจำมหาวิทยาลัยเพลงหนึ่งชื่อ “อโยธยาคู่ฟ้า” ซึ่งใช้ทำนองเพลงขับไม้บัณเฑาะว์นี้

หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช เรียบเรียงทำนองเป็นเพลง “ตื่นเถิดไทย” คำร้องโดย ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค [monofocus.in.th]


Blog EntryNov 11, '09 11:57 PM
for everyone

เพลง อ๋องอาอ๋อง (唪呀唪) ออกจะเป็นแนวเอ็นดู อธิษฐานอวยพรให้เด็ก แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความคาดหวังในตัวเด็กไปด้วย แต่บางทีถ้าไม่ได้อยู่ในอารมณ์จะพูดเอาใจเด็ก เห็นเด็กทำตัวน่าหมั่นเขี้ยว ร้องอ๋องอาอ๋องอาจจะเลี่ยน ไม่เป็นไรครับ มีเพลงกล่อมเด็กอีกเพลง คือ โอยอ่าโอย (挨呀挨)

       
ตัวเขียนย่อตัวเขียนเต็ม
挨笼挨呀挨

挨呀挨 挨呀挨
挨米来饲鸡
饲鸡叫“谷加”
饲狗来吠夜
饲猪还人债
饲牛拖犁耙
饲阿弟来落书斋
饲阿妹来分人骂
挨籠挨呀挨

挨呀挨 挨呀挨
挨米來飼雞
飼雞叫“穀加”
飼狗來吠夜
飼猪還人債
飼牛拖犁耙
飼阿弟來落書齋
飼阿妹來分人罵
คำอ่านแต้จิ๋วคำแปล
โอยลั้งโอยอ่าโอย

โอยอ่าโอย โอยอ่าโอย
โอยบี้ไหล่ฉี่โกย
ฉี่โกยเกี้ย “กกแก”
ฉี่เก้าไหล่ปุ่ยแม้
ฉี่ตือโห่ยหนั่งแจ่
ฉี่ก๎งู๊ทัวโหล่ยแป๊
ฉี่อาตี๋ไหล่เหลาะจือแจ
ฉี่อาหมวยไหล่ปุงหนั่งแหม่
หมุนฝัด หมุนเอยหมุน

โม่เอยโม่ โม่เอยโม่
โม่ข้าวมาเลี้ยงไก่
เลี้ยงไก่ร้อง “กุ๊ก ๆ” (1)
เลี้ยงหมาไว้เห่าตอนค่ำ
เลี้ยงหมูไว้ใช้หนี้
เลี้ยงวัวไว้ลากไถคราด
เลี้ยงอาตี๋ไว้เข้าโรงเรียน
เลี้ยงอาหมวยไว้ให้คนด่า (2)

(1) บางเวอร์ชันว่า “ฉี่โกยไหล่ตึงแก” ซึ่งผมยังไม่แน่ใจตัวเขียน อาจจะเป็น 飼雞來當家 แปลว่า “เลี้ยงไก่ไว้บริหารครอบครัว” (หมายถึงการขันบอกเวลา) ก็ได้

(2) ประเพณีจีนโบราณ เด็กผู้ชายเท่านั้นที่จะได้เรียนหนังสือ เด็กผู้หญิงจะอยู่ทำงานที่บ้าน คำว่า “เลี้ยงอาหมวยไว้ให้คนด่า” ก็คงเหมือนของไทยที่ว่า “มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน” เนื้อเพลงนั้นแยกเลี้ยงอาตี๋อาหมวยคนละอย่าง แต่เวลาร้องจริง ไม่เคยเห็นแยก ไม่ว่าอาตี๋หรืออาหมวย ก็จะ “ปุงหนั่งแหม่” เหมือนกันหมด :-P

ที่มา MV: 56.com

คำอธิบายเนื้อเพลง: gaginang.org


Blog EntryNov 6, '09 4:39 AM
for everyone

เพลงกล่อมเด็กสุดคลาสสิกของชาวแต้จิ๋วครับ ถึงจะไม่เคยฟังตอนเด็ก (โตมากับ อีกเพลงหนึ่ง ไม่ใช่เพลงนี้) แต่ได้ฟังตอนโตก็ซาบซึ้งมาก เนื้อหาและอารมณ์เพลงแสดงถึงความทะนุถนอมกล่อมเลี้ยง ให้ลูกเติบโตเป็นคนดี คนเก่ง ชวนลูกจินตนาการถึงความก้าวหน้า (ตามแบบเด็ก ๆ) ผ่านคำอธิษฐาน ฟังกี่รอบก็ไม่เบื่อ

       
ตัวเขียนย่อตัวเขียนเต็ม
唪呀唪,
唪金公,
金公做老爹,
阿七阿八来担靴。
担靴担唔浮,
饲猪大过牛。
黃牛生马仔,
马仔生珍珠。
珍珠辇辇圆,
阿舍读书赴科期,
科期科,
阿舍读书中探花。
去时书僮担行李,
来时大轿夹彩旗。
唪呀唪,
唪金公,
金公做老爹,
阿七阿八來擔靴。
擔靴擔唔浮,
飼猪大過牛。
黃牛生馬仔,
馬仔生珍珠。
珍珠輦輦圓,
阿捨讀書赴科期,
科期科,
阿捨讀書中探花。
去時書僮擔行李,
來時大轎夾彩旗。
คำอ่านแต้จิ๋วคำแปล
อ๋องอาอ๋อง
อ่องกิมก๋อง
กิมก๋องจ้อเหล่าเตีย
อาฉิกอาโป่ยไหล่ตาเฮีย
ตาเฮียตาอึ่มพู้
ฉี่ตือตั่วก้วยก๎งู๊
อึ่งก๎งู๊แซแบ๋เกี้ย
แบ๋เกี้ยแซเตียงจู
เตียงจูลิ่งหลิ่งอี๊
อาเสี่ยถักจือฮู้ฆวยคี้
ฆวยคีฆวย
อาเสี่ยถักจือตงทังฮวย
คือซี้จือท้งตาเห่งลี่
ไล้ซี้ตั่วเกี่ยเกียบไฉกี๊
โอมเอยโอม
โอมกิมก๋อง (1)
กิมก๋องเป็นเจ้านายใหญ่ (2)
บ่าวไพร่มายกรองเท้าไป (3)
ยกยังไงก็ยกไม่ขึ้น (4)
เลี้ยงหมูก็โตกว่าวัว
วัวเหลืองออกลูกเป็นม้า
ม้าออกไข่มุก (5)
ไข่มุกกลมกลิ้งหลุนๆ
อาเสี่ยเรียนหนังสือไปสอบจอหงวน
สอบจอหงวน สอบจอหงวน
อาเสี่ยมีวิชาเทียบชั้นทังฮวย (6)
ขาไปใช้พนักงานแบกสัมภาระ
ขากลับนั่งเกี้ยวใหญ่ขนาบด้วยธงทิวหลากสี

(1) กิมก๋อง (金公) ในที่นี้ใช้เรียกแทนตัวเด็ก

(2) เหล่าเตีย (老爹) ตามตัวอักษรแปลว่า ท่านปู่ โดย เตีย (爹) ก็คือเตี่ยหรือพ่อ เหล่าเตียก็คือปู่ ในที่นี้หมายถึงเจ้านายใหญ่

(3) บางเวอร์ชัน ชื่อเรียกบ่าวไพร่จะเป็น อาบุ๊งอาบู๊ (阿文阿武)

(4) บางเวอร์ชันว่า “ตาเฮียตาผู่พู้” (擔靴擔浮浮) คือยกขึ้นสูง ๆ

(5) ไข่มุก บางเวอร์ชันจะใช้คำว่า “จิงจู” (真珠) ซึ่งก็แปลว่าไข่มุกเช่นกัน

(6) ทังฮวย (探花) คือชื่อตำแหน่งอันดับสามของการสอบจอหงวน

ที่มา MV: 56.com

คำอธิบายเนื้อเพลง: gaginang.org


Blog EntryNov 3, '09 1:44 AM
for everyone

ชื่อของแม่คือ 雪香 อ่านสำเนียงจีนกลางว่า “เสว่เซียง” (xuěxiāng) แต้จิ๋วว่า “เซาะเฮียง” ซึ่งแปลตามตัวอักษรได้ว่า “หิมะหอม” หรือ “หอมราวหิมะ” แม่เคยถามว่า “รู้จักไหม หิมะหอมน่ะ?” พอดีเมื่อคืนอ่านพบบทกวีจีนชื่อ 梅花 (ดอกเหมย) ของ 王安石 (หวางอันสือ/เฮ้งอังเจี้ย) กวีสมัยซ่ง ที่ทำให้คิดว่าพบกับคำตอบหนึ่ง

   

梅花 《王安石》

ภาษาจีนตัวเขียนย่อ:

墙角数枝梅,
凌寒独自开。
遥知不是雪,
为有暗香来。

ภาษาจีนตัวเขียนเต็ม (เนื่องจากคนจีนแต้จิ๋วในไทยคุ้นเคยกับตัวเขียนเต็มมากกว่า):

牆角數枝梅,
凌寒獨自開。
遙知不是雪,
為有暗香來。

คำอ่านสำเนียงจีนกลาง:

เฉียงเจี่ยวซู่จือเหมย
หลิงหานตู๋จื้อไค
เอี๋ยวจือปู๋สื้อเสว่
เว่ยโหย่วอั้นเซียงไหล

คำอ่านสำเนียงแต้จิ๋ว:

เฉี่ยกักซู้กีบ๊วย
เหล่งฮั้งตกจื่อไค
เอี่ยวไจปุ๊กสี่เสาะ
อุ่ยอู่อั๊มเฮียงไล้
   

มีคำแปลเป็นไทยโดยเหล่าตั๊ง:

มุมกำแพงแฝงต้นเหมยสองสามกิ่ง
กำแหงยิ่งผลิดอกพราวแม้หนาวสั่น
รู้แต่ไกลหาใช่หิมะพลัน
ด้วยตรงนั้นกลิ่นหอมโปรยโชยตามมา

มี คำแปลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเก็บความได้ครบถ้วนดี:

Plum blossom (Wang An Shi)

At a wall corner some plum trees grow;
Alone against cold white blossoms blow.
Aloof one knows they aren't the snow,
As faint through air soft fragrances flow.

   

ลองถอดความเองดูบ้าง

     
  • 牆角數枝梅 แปลว่า ที่มุมกำแพงมีพุ่มเหมยอยู่สองสามพุ่ม
  •  
  • 凌寒獨自開 แปลว่า ท่ามกลางความหนาวอันทารุณก็ยังเบ่งบานโดยลำพัง
  •  
  • 遙知不是雪 แปลว่า รู้แต่ไกลว่าไม่ใช่หิมะ
  •  
  • 為有暗香來 แปลว่า ด้วยมีกลิ่นหอมจาง ๆ โชยมา

ดอกเหมย หรือดอกบ๊วย เป็นดอกไม้ที่ได้รับเกียรติให้เป็นดอกไม้ประจำชาติจีน คนจีนชื่นชมความอดทนต่อดินฟ้าอากาศของดอกเหมย เพราะในยามที่ดอกไม้อื่นล่าถอยหลบความหนาวเย็นของหน้าหนาว เหมยกลับบานชูช่ออย่างไม่พรั่นพรึงกับหิมะและลมหนาว เป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและอดทนของคนจีนได้เป็นอย่างดี เหมยมีทั้งดอกงาม มีทั้งผลที่ให้คุณค่าทางโภชนาการ เข้มแข็งอดทน เยี่ยงคนที่ภูมิใจในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตน แต่เหมยก็ไม่งามฉูดฉาดหรือเด่นเป็นพิเศษ อุปมาดั่งคนดีที่ไม่โอ้อวดตัว กลับอ่อนน้อมถ่อมตน คุณลักษณะเหล่านี้คือบุคลิกภาพในอุดมคติตามค่านิยมจากวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของคนจีน

จากรูปแบบฉันทลักษณ์จีน ชอบที่จะถอดเป็นกาพย์ยานี ๑๑ มากกว่า:

๏ พุ่มเหมยริมกำแพง
ผลิดอกแซงแข่งลมหนาว
รู้ใช่หิมะพราว
ด้วยหอมโปรยโชยลมมา ๚ะ๛
   
เครดิตภาพ: Jonathan Billinger / CC BY-SA 2.0

อ้างอิง:

     
  1. อ้างอิงตัวเขียนเต็มภาษาจีนของบทกวีดอกเหมยจาก: http://chaoping0216.spaces.live.com/blog/cns!D3B6A037AFC21D65!2136.entry
  2.  
  3. อ้างอิงตัวเขียนย่อภาษาจีน เสียงอ่านภาษาจีนกลางและแต้จิ๋ว และคำแปลไทยเป็นกลอนแปดจากหนังสือ ลูกหลานคนแต้จิ๋ว โดย เหล่าตั๊ง จัดจำหน่ายโดย ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  4.  
  5. คำแปลบทกวีดอกเหมยเป็นภาษาอังกฤษจาก: http://usa.mdbg.net/chindict/chindict.php?page=about
  6.  
  7. ข้อมูลคุณลักษณะของดอกเหมยในค่านิยมจีนจากหนังสือ สี่ยอดหญิงงาม ผู้พลิกประวัติศาสตร์จีน โดย ถาวร สิกขโกศล จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายโดย บริษัทสร้างสรรค์บุ๊คส์ จำกัด

Blog EntryJul 23, '09 11:29 PM
for everyone

เห็น MrChoke มา โฆษณา ไว้ ว่ามีเว็บ สีสด ของคนไทย ที่เก็บรูปขนาดเต็มให้ แถมโฮสต์อยู่ในประเทศ access ได้รวดเร็ว แล้วยังมีโครงการ ย้ายบ้าน Multiply กลับไทย อีก ก็เลยสมัครเลย เพิ่งมีเวลาย้ายรูปเมื่อวานนี้เอง ที่ http://theppitak.seesod.com ครับ

แต่จะย้ายไปเลยหรือเปล่า ก็คงขึ้นอยู่กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ด้วยแหละ เพราะก็ยังมีเครือข่ายที่สร้างไว้ที่ multiply นี้อยู่ รูปที่แบ่งปันกันภายในครอบครัวก็ยังย้ายไปไม่ได้ เพราะ seesod ยังไม่แยกเครือข่ายเพื่อนกับครอบครัวออกจากกัน

ก็คิดว่า คงใช้สองบ้านนี้โพสต์รูปควบคู่กันไปก่อนในตอนนี้


Blog EntryApr 20, '09 12:47 AM
for everyone

หลังจากได้เรียบเรียงความคิดผ่าน blog มาแล้วสอง blog ก็ขอสรุปลงเป็นรูปนี้:

การชุมนุมโดยสงบถือเป็นสิทธิที่บุคคลพึงกระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย แต่การชุมนุมที่สร้างความเสียหายแก่บ้านเมืองอย่างร้ายแรง ละเมิดสิทธิของประชาชนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการยึดสถานที่สำคัญ การปิดเส้นทางการจราจร การขู่วางระเบิด การวางเพลิง หรืออะไรก็ตามที่เข้าข่ายสร้างความเสียหายต่อส่วนรวมหรือทรัพย์สินของเอกชน สมควรได้รับการประณามและคัดค้าน

ด้วยฝีมือกราฟิกส์อันจำกัด.. ก็ได้มาแค่นี้แหละครับ โดยต้นฉบับ SVG ได้ upload ไว้ที่นี่:

http://linux.thai.net/~thep/img/nomobs-violent.svg

license เป็น GNU GPL 2 เนื่องจากได้ใช้ไอคอนของ gnome-icon-theme ที่ใช้ GPL 2 จึงใช้ license ตามนั้น ส่วนฟอนต์ที่ใช้ เป็นฟอนต์ "สวัสดี" ซึ่งเป็นฟอนต์เสรีจากแพกเกจ ThaiFonts-Scalable ส่วนเครื่องมือที่ใช้สร้าง เป็น inkscape ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์เสรีเช่นกัน

คำพูดที่ใช้ พยายามให้กระชับ เพื่อให้ใส่ในรูปได้ ผมเองยังคิดคำที่ดีกว่านี้ไม่ได้ เพราะส่วนมากจะยาว ใครมีไอเดียอื่นก็แนะนำได้ครับ

Update: แม้ผมจะไม่ได้เจาะจงสีไหน โดยพยายามใช้ตัวหนังสือดำทั้งหมด แต่ก็มีคำทักท้วงว่าเครื่องหมายหยุด/ห้ามเข้านั้น เป็นสีแดง เพื่อความสบายใจ ก็เลยจำเป็นต้องลงสีเพื่อให้เกิดสมดุลสำหรับเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่ขอย้ำว่า แม้ในอนาคตจะมีสีอื่นขึ้นมาทำทำนองนี้อีก รูปนี้ก็ยังคงครอบคลุมสีนั้นด้วย:


Update 2: หลังจากแปะแบบลงสีไปแล้ว ผมก็เปลี่ยนใจ คิดว่าถ้าจะไม่อ้างถึงสีเลยจะสวยงามกว่า ก็ขอเปลี่ยนทางเลือกสำหรับผู้กังวลกับสีแดงในเครื่องหมายหยุด/ห้ามเข้า มาเป็นแบบ gray scale ดีกว่านะครับ:


Blog EntryApr 16, '09 5:35 AM
for everyone

ผมเปิดโปรแกรม editor ว่าจะนั่งเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ แต่ก็มีเรื่องอื่นให้ไปติดตามควบคู่กับสถานการณ์บ้านเมือง (เรื่องงานซอฟต์แวร์เสรีครับ จังหวะเวลาของแผนงานมาชนกับช่วงนี้พอดี) สุดท้ายเลยไม่ได้กดแป้นพิมพ์ลงไปสักปุ่มเดียว

ในระหว่างที่เสื้อแดงก่อเหตุ ผมได้สังเกตเห็นปฏิกิริยาจากหลาย ๆ คน โดยเฉพาะจากฝ่ายเสื้อแดง เกี่ยวกับเรื่องการเรียกร้องให้คนที่เคยพูด เคยทำอะไรไว้ในสมัยเสื้อเหลือง ออกมาพูดมาทำให้เหมือนเดิมในสมัยเสื้อแดง โดยให้เหตุผลว่า เงื่อนไขสถานการณ์เหมือนเดิมทุกอย่าง

ผมกลับเห็นแย้ง เพราะถ้าเรามองให้ดี ๆ แล้ว จะพบว่ามันไม่ได้เหมือนกัน อีกทั้งในการเกิดเหตุการณ์ซ้ำสองนั้น ไม่จำเป็นที่คนเราจะต้องคิดเหมือนเดิม เพราะสิ่งที่แตกต่างกันในวาระทั้งสองคือเรื่องประสบการณ์

เริ่มจากเรื่อง ทางออกของปัญหา ก่อน หลายคนพุ่งเป้าไปที่ตัวนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ยุบสภาหรือลาออก เพื่อหยุดเงื่อนไขของม็อบ โดยอ้างว่านายกฯ เคยเสนอแนะให้อดีตนายกฯ สมัคร ยุบสภาเมื่อคราวเสื้อเหลือง คราวนี้ก็ควรทำเหมือนที่ตัวเคยเสนอ

เรื่องนี้ผมเห็นว่าประเด็นปัญหาของเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงไม่เหมือนกัน แม้ดูเผิน ๆ วิธีการจะคล้ายกัน แต่จุดประสงค์กลับต่างกัน เสื้อเหลืองนั้น พยายามทำทุกอย่างเพราะต้องการให้บรรลุจุดประสงค์ของพวกตนโดยตรง ในขณะที่เสื้อแดง ทำเพื่อท้าทายมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม

ดังนั้น ในขณะที่เป้าหมายของเสื้อเหลืองอยู่ที่ฝ่ายบริหารโดยตรง แต่เป้าหมายหลักของเสื้อแดงกลับอยู่ที่ฝ่ายตุลาการ โดยพยายามย้อนรอยสิ่งที่เสื้อเหลืองทำเพื่อทดสอบความยุติธรรม

ดังนั้น ทางออกของปัญหาที่ผมคิดในครั้งนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่เรื่องตัวนายกฯ โดยตรงเหมือนครั้งก่อน แต่เห็นว่าควรเป็นฝ่ายตุลาการที่จะพยายามหยุดปัญหา (ที่ตนก็มีส่วนร่วมก่อ) นี้

ในระหว่างพูดคุยกับเพื่อนฝูง ผมจึงเสนอว่า แม้จะสายไปหน่อย แต่ฝ่ายตุลาการควรเร่งดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ให้เรียบร้อย การชะลอให้เนิ่นช้าในช่วงที่ผ่านมา ได้กลายเป็นเงื่อนไขที่เพาะบ่มการชุมนุมครั้งใหม่ของกลุ่ม นปช. และในครั้งนี้ ถ้าสามารถสร้างบรรทัดฐานได้ว่า การชุมนุมที่ละเมิดสิทธิและทรัพย์สินของบุคคลอื่นเป็นสิ่งผิด เราก็จะสามารถลดความชอบธรรมในการสร้างความวุ่นวายของ นปช. ได้เช่นกัน และแม้ในตอนนี้ นปช. จะได้ยุติการชุมนุมไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเขาจะไม่กลับมาชุมนุมใหม่อีก การเร่งดำเนินคดีกับพันธมิตรฯ จึงยังเป็นสิ่งที่สมควรทำ

ยิ่งเมื่อคิดถึงอนาคตในระยะยาว ที่ลูกหลานจะจดจำตำนานเหลือง-แดงเป็นแบบอย่างให้เดินตาม หรือจะจดจำเป็นบทเรียน ก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้ด้วย

แต่ย้ำว่าต้องตัดสินอย่างยุติธรรมที่สุดนะครับ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความยุติธรรมนี้เอง

ประเด็นถัดมาคือเรื่อง การสลายการชุมนุม มีคนเปรียบเทียบท่าทีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร โดยเฉพาะทหาร ที่มีต่อเสื้อเหลือง-เสื้อแดงอย่างแตกต่าง อันนี้ผมไม่อยากลงรายละเอียดมากนัก เพราะเป็นเรื่องภายในของเจ้าหน้าที่ ผมพูดแทนไม่ได้ แต่มีอีกส่วนหนึ่งคือท่าทีของผู้คนในการสนับสนุนการใช้กำลังสลายการชุมนุมมากกว่าครั้งก่อน ซึ่งน่าจะแสดงความเห็นได้ชัดเจนกว่า

ผมเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของประสบการณ์และจังหวะเวลา ในสมัยที่พันธมิตรฯ ชุมนุมนั้น คนไทยอดทนอยู่กับความเห็นที่แตกต่างมาเป็นแรมปี จนกระทั่งฟางเส้นสุดท้ายได้ถูกหย่อนลง เมื่อพันธมิตรฯ บุกยึดทำเนียบรัฐบาล อันเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ เข้าไปกิน ไปทำนา ไปฉี่ไปถ่าย ปู้ยี่ปู้ยำกับสถานที่อย่างขาดความเคารพ จนรัฐบาลต้องระเหเร่ร่อนไปทำงานที่อื่น ตรงนี้ผมเชื่อว่า เป็นจุดเปลี่ยนจุดหนึ่งที่ทำให้คนกลุ่มใหญ่เบือนหน้าหนีจากพันธมิตรฯ หลังจากเอือมระอากับการอภิปรายโจมตีฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ที่คิดต่างแม้เศษเสี้ยวแบบไม่เว้นหน้าอินทร์หน้าพรหมมาถ้วนหน้าแล้วก่อนหน้านั้น

ตรงนี้ผมเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ว่าหลังจากอยู่ในสถานะกระอักกระอ่วนกับญาติสนิทมิตรสหายที่ไปร่วมขบวนการอันสุดโต่งนี้มานาน ผมก็เริ่มตัดสินใจได้ ว่าถึงจุดที่จะเริ่มต่อต้านเสื้อเหลืองเสียที โดยเริ่มติดแบนเนอร์ "เบื่อม็อบพันธมิตร" ในเว็บ แต่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจกับการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้ในใจจะลุ้นให้รัฐบาลดำเนินการเอาผิดกับพันธมิตรฯ ให้ได้ แต่ก็ยังไม่อยากเห็นความสูญเสียเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกัน

แต่ในครั้งต่อมาที่เขาบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ผมไม่คิดอะไรอีกแล้ว ถ้าเขากล้าก่อความเสียหายให้กับประเทศชาติได้ครั้งแล้วครั้งเล่าขนาดนี้ ถ้าจะต้องใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม ผมก็ไม่คัดค้านอีกแล้ว พอกันทีกับอภิสิทธิ์ชนที่ตู่อ้างความเป็น "ประชาชน" ในการละเมิดสิทธิและทรัพย์สินที่มาจากภาษีของประชาชนด้วยกันครั้งแล้วครั้งเล่า เขายังเห็นคนอื่นเป็น "ประชาชน" เหมือนเขาอยู่หรือเปล่า? การชุมนุม "โดยสงบ" จำเป็นต้องมีตัวประกันที่แพงขนาดนี้เชียวหรือ?

มันเป็นความรู้สึกเดียวกับคนที่ถูกขโมยขึ้นบ้าน แล้วต้องการให้ตำรวจจับคนร้ายมาลงโทษให้ได้

เอาล่ะ นั่นเป็นความเห็นส่วนตัวเมื่อคราวเสื้อเหลืองก่อการ คนอื่น ๆ จะคิดเห็นอย่างไรผมไม่ทราบ แต่แล้วพันธมิตรก็ได้เฮกับคำตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้อดีตนายกฯ สมชายต้องสิ้นสุดการเป็นนายกฯ ในที่สุด เป็นคำตอบที่ทำให้ผม "อึ้ง" ตะลึงงันเหมือนกัน สิ่งที่ผมคาดหวัง คือผู้ละเมิดกฎหมายต้องถูกลงโทษ ไม่ใช่ได้ประกาศชัยชนะบนความพินาศของประเทศชาติอย่างนี้

เมื่อถึงคราวเสื้อแดง ผมคิดว่าเขามาในช่วงที่ประชาชนกำลังเกิดประกายความหวังหลังวิกฤติเสื้อเหลืองผ่านไป ได้นายกฯ หนุ่มไฟแรง พร้อมทีมงานคุณภาพ อย่างน้อย ๆ ก็กำลังอยู่ในช่วงที่ให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานก่อน การชุมนุมของเสื้อแดงในจังหวะนี้จึงเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีใครอยากให้เกิด แต่พอเกิด มันก็เกิดอย่างรวดเร็ว

ภาพของเสื้อเหลืองยึดสนามบินยังติดตา ความขุ่นเคืองเสียขวัญยังไม่ทันจางหาย กลยุทธ์ที่จะ "ไม่ซ้ำรอยเสื้อเหลือง" ในช่วงแรก ๆ ของเสื้อแดง จึงทำให้เสื้อแดงไม่ถูกปฏิเสธมากนัก แต่เมื่อปรากฏเค้าลางของความเสียหายครั้งใหม่ ด้วยการปิดถนนทั่วกรุงเทพฯ ประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาหมาด ๆ กับเสื้อเหลือง ทำให้ผู้คนตื่นตัวระแวดระวังภัยอย่างรวดเร็ว แล้วในที่สุด ความหวังใด ๆ ที่ยังมีต่อท่าทีของเสื้อแดงก็พังครืนทันทีในวันที่เขาบุกยึดโรงแรมรอยัลคลิฟฟ์บีช ซึ่งกำลังจัดประชุมสุดยอดอาเซียน

หนองเหลือง ๆ ไม่ทันแห้ง เลือดแดง ๆ ก็ทะลัก!

แน่นอนว่าทุกคนได้เป็นประจักษ์พยานกับเรื่องพรรค์นี้มาแล้วในคราวเสื้อเหลือง และได้เพ่งเล็งไปที่ความหละหลวมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารในสถานการณ์อย่างนั้นอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้าผู้คนจะสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งสลายการชุมนุมให้มีประสิทธิภาพกว่าคราวก่อน การเอารูปมาแฉว่าใครยิงใครยังไง เริ่มกลายเป็นมุกเก่าซ้ำซากของฝ่ายม็อบ ประสบการณ์ทำให้ผู้คนเริ่มรู้ทัน รวมทั้งการสร้างความเสียหายและการยั่วยุเจ้าหน้าที่มาก่อนหน้านั้น ก็ทำให้คลายความเห็นอกเห็นใจลง เปลี่ยนมาเห็นใจเจ้าหน้าที่แทน

ดังนั้น จะเห็นว่า เงื่อนไขที่ไม่ได้เหมือนกันเหล่านี้ ทำให้ความคิดของผู้คนต่อการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ต่างกันอย่างช่วยไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องของสองมาตรฐานแต่อย่างใด ซึ่งอันที่จริง สำหรับผมโดยส่วนตัวตามที่เล่ามาข้างต้นแล้ว ก็เป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ความตื่นตัวอาจจะไม่เท่ากันเท่านั้น

พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าผมสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม เพียงแต่เราจำเป็นต้องให้อำนาจต่อเจ้าหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งไม่ทราบว่าเขาได้อ้างสิทธิ์ข้อไหนในการปิดการสัญจรของประชาชนอื่น ๆ ในการบุกยึดสถานที่ ในการทำลายชื่อเสียงของประเทศ ในการทำลายเศรษฐกิจของประเทศ และอื่น ๆ อีกมากมาย

ผมขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่สามารถสลายการชุมนุมครั้งนี้ได้อย่างเรียบร้อยกว่าที่คิดไว้ และขอชื่นชมต่อความรับผิดชอบของแกนนำเสื้อแดงต่อผู้ร่วมชุมนุม ด้วยการยอมยุติการชุมนุมเสียเอง เป็นความกล้าที่น่านับถือมากสำหรับการตัดสินใจครั้งนี้


Blog EntryApr 12, '09 1:20 AM
for everyone

บทกวีวรรคทองที่ วิสา คัญทัพ เขียนให้กับเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 นั้น ดูสวยงามเพริศแพร้ว และกลายเป็นแรงบันดาลใจต่อผู้รักเสรีภาพและประชาธิปไตยในยุคต่อ ๆ มา

๏ ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
เหล่าผู้นำต่างมาแล้วสาปสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน
ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป ฯ

๏ เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่
ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ฯ

แต่เหตุการณ์บ้านเมืองทุกวันนี้ กลับตาลปัตรไปหมด การเคลื่อนไหวทางการเมืองกลับทำให้ผู้คนเหนื่อยหน่าย เป็นการเคลื่อนไหวที่ไร้ขอบเขต ละเมิดสิทธิของผู้อื่นอย่างไม่ปรานีปราศรัย เป็นการใช้คำว่า "civil disobedience" หรือ "ดื้อแพ่ง" หรือที่มีการประดิษฐ์คำใหม่ให้ดูดี (แต่ผิดหลักการประสมคำและผิดความหมาย แต่ไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้) ว่า "อารยะขัดขืน" แบบผิด ๆ

civil disobedience (ขอทับศัพท์ละกัน เพื่อเลี่ยงความสับสน) นั้น เป็นการจงใจขัดขืนกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพในแบบอหิงสา โดยยอมรับโทษทัณฑ์ตามกระบวนการยุติธรรม และ ไม่มีการต่อสู้ขัดขืนการจับกุม แต่อาศัยการร่วมใจของผู้ร่วมเคลื่อนไหวในการสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยไม่ใช่การบุกยึดสถานที่ ใช้โซ่มนุษย์ต่อต้านการจับกุม ปิดกั้นการจราจร ขัดขวางการทำงานของรัฐและการดำเนินชีวิตปกติของประชาชนอย่างที่ทำ ๆ กันอยู่

เรียกได้ว่า นอกจากจะมีการประดิษฐ์คำให้สวยหรูขึ้นแล้ว ยังมีการบิดเบือนความหมายในทางปฏิบัติให้แย่ลงอีกด้วย

ปรากฏการณ์เหลือง-แดงกำลังจะสร้างค่านิยมใหม่ทางการเมืองของไทย เป็นการขัดขืนในแบบที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ ยิ่งแก้ยิ่งตีบตัน ทำให้ภาพของการเมืองเปลี่ยนไป มันไม่ได้สวยงามเหมือน 14 ตุลา ที่วิสาได้วาดไว้อีกต่อไป

๏ ไม่มีสาระใดในโลกหล้า
พวกม็อบผลัดกันมาทำอดสู
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเชิดชู
ประชาชนโดนตู่นิรันดร์ไป ฯ

๏ เมื่อบ้านเมืองวุ่นวายไม่จบสิ้น
ประชาชนด่าวดิ้นไปยกใหญ่
เมื่อแสงทองส่องหล้านภาลัย
พบแต่ซากประดับไว้ในแผ่นดิน ฯ

ขอเรียกร้องให้เอาผิดกับผู้เคลื่อนไหวผิดกฎหมายทั้งหมดโดยเร็ว ไม่ว่าเหลืองหรือแดง ก่อนที่ภาพการเมืองจะเละเทะไปกว่านี้ อย่าให้ลูกหลานจดจำเป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป

(เขียนขยายความจาก blog ของผม)


Blog EntryFeb 22, '09 12:23 AM
for everyone

เมื่อครั้งที่ผมรู้จักชื่องาน "ไบค์วีค" เป็นครั้งแรกนั้น ผมไม่รู้มาก่อนว่ามันคืองานอะไร แต่สิ่งแรกที่ผมรู้เกี่ยวกับมันก็คือ เสียงของฝูงฮาร์เลย์-เดวิดสันที่แผดเสียงอาละวาดเป็นระยะ ๆ หลังเที่ยงคืนจนถึงเช้า ในระหว่างที่ผมกำลังฟื้นตัวจาก ไข้ เมื่อปีที่แล้ว ทำเอาไม่ได้หลับได้นอนทั้งคืน เป็นอุปสรรคต่อการรักษาตัวพอสมควร

นี่มันก็มาอีกแล้วครับ หลังจากที่มาอาละวาดตอนกลางวันไปบ้างแล้ว เมื่อคืนนี้ก็เป็นเหมือนปีกลายอีก เดี๋ยวฝูงใหญ่ เดี๋ยวฝูงเล็ก รบกวนการพักผ่อนของชาวบ้าน เมื่อคืนผมเลยอดนอนทั้งคืน เพราะสะดุ้งตื่นกับเสียงมอเตอร์ไซค์นรกนี้

เมื่อปีกลาย ผมได้ไปร้องเรียนที่เว็บไซต์ของเทศบาลนครขอนแก่น แต่ปรากฏว่าไร้เสียงตอบรับใด ๆ ทั้งสิ้น อีกทางหนึ่งก็ไปโพสต์ร้องเรียนที่เว็บบอร์ดยอดนิยมของท้องถิ่น แต่ปรากฏว่าผมเองเป็นฝ่ายถูกขอให้อดทน เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม จากนั้นก็ตามด้วยเสียงชื่นชมงานไบค์วีค พร้อมโพสต์รูปรถ รูปพริตตี้ ตามมาเป็นขบวน

ปีนี้ ผมคงจะไม่สามารถพึ่งพาใครได้อีก ก็คงได้แต่เขียนบันทึกบ่นไว้ที่นี้

ผมไม่ได้ต่อต้านการจัดงานแสดงรถใด ๆ ผมเพียงจะขอร้อง เรื่องการใช้เสียงในยามวิกาล จำเป็นไหมที่จัดงานแสดงรถแล้ว จะต้องเอาออกมาอวดศักดายามค่ำคืน ที่ประชาชนจะต้องพักผ่อนนอนหลับกัน? และอันที่จริง การออกมาวิ่งกันเป็นฝูงในเวลากลางวัน ก็รบกวนโสตประสาทมากพอดูแล้ว การใช้เสียงในยามวิกาล ยิ่งไม่น่าให้อภัย

เมื่อปีกลาย ผมหนักใจกับคำว่า "วีค" ใน "ไบค์วีค" พอสมควร เพราะการอดนอนในแต่ละคืน มันมีผลอย่างมากต่อคนที่กำลังฟื้นไข้ การต้องทนไปถึงหนึ่งสัปดาห์ จึงเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก แต่ผมคิดว่า แม้กับคนที่ไม่ได้กำลังฟื้นไข้ การอดนอนติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์ ก็น่าจะทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมได้มากกว่าการดื่มสุราเสียอีก

ผมหมดที่พึ่งแล้ว จึงได้แต่ขอไว้ ณ ที่นี้ ขอให้ควบคุมการนำรถออกวิ่งในยามวิกาล หรือถ้าจะให้ดี ก็จำกัดการใช้เสียงให้อยู่แต่ในบริเวณงานเท่านั้น ไม่ต้องเอาออกมาวิ่งตามท้องถนนเลย จะเป็นไปได้ไหม?